Full Version : เล่าเรื่อง ลุงโฮ ในไทย
nu20003 >>บอร์ดชีวประวัติบุคคลสำคัญ (Biography) >>เล่าเรื่อง ลุงโฮ ในไทย


<< Prev | Next >>

Admin- 05-31-2005
เล่าเรื่อง ลุงโฮ ในไทย

โดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นันทจักร์
Asst Prof.Dr.Artha Nantachukra
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
email : Artha_@yahoo.com
สถาบันเศรษฐศาสตร์การเมืองลุ่มน้ำโขง
Institute of Political Economics of Mekong Sub-region


การเปิดประวัติศาสตร์และการรับรู้เรื่องราวของ โฮ จี มินท์ นั้นถือกำเนิดในต้นปี 1945 กับ 9 ปีในขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส โดยเฉพาะยุทธการที่เจื่องเซิน (Truong Son) ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกของจังหวัดเงห์ อาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ โฮ จี มินท์ ในประเทศเวียตนาม
จากยุทธการที่เจื่องเซิน ได้มีการขยายงานทอดยาวมาทางภาคใต้มาสิ้นสุดที่ที่ราบสูงลาม เวียน (Lam Vien) ในจังหวัดดัค ลัค (Dak luk) จากยอดเขามากกว่าหนึ่งพันยอดที่ทอดยาวมายังฝั่งทะเลตะวันออก ผ่านเข้าไปยังภาคกลาง ภาคใต้ของประเทศลาวและในภาคเหนือของเขมรในที่สุด
จากเขตที่ราบสูงทางภาคตะวันตกที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 2000 เมตร ทอดยาวมายังภาคตะวันออกที่เป็นชายฝั่งทะเล จากทำเลที่แตกต่างย่อมมีผลต่อความแตกต่างทางด้านพื้นที่ ฤดูกาล แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเด่นของยุทธภูมิ ที่ใน
ที่สุด โฮ จี มินท์ ก็ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการต่อต้านอเมริกา ในต้นเดือนสิงหาคม ปี 1945 และการต่อสู้ได้สิ้นสุดลงหลังปี 1959 เมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญาที่เจนีวา (Geneva Agreement) ..... ตำนานและคำบอกเล่าเรื่อง ลุงโฮ ในประเทศไทย

หลังจากปี 1959 ผู้นำรัฐบาลภาคใต้คือ โง ดินท์ เดียม (Ngo Dinh Diem) ไม่ได้สนองตอบสอนงตามพันธะสัญญาของสนธิสัญญาที่เจนีวา (Geneva Agreement) จากมูลเหตุดังกล่าวจึงทำให้กองกำลังทางภาคเหนือ โดยเฉพาะหน่วยรบ 559 กองทหารที่เจื่อง เซิน (Troung Son) ซึ่งมีระหัสว่า "Khe Co" ได้เคลื่อนพลลงใต้เพื่อยึดอำนาจในวันที่ 20 พฤษภาคม 1959

กองกำลังทหารราบ ประมาณ 600 นาย ได้เริ่มเคลื่อนพลโดยทางเท้า ถึงแม้ว่าจะสามารถเคลื่อนได้เพียงวันละ 20 กิโลเมตรก็ตาม จากกองกำลังที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ อายุประมาณ 15 ปี สามารถที่จะสร้างเส้นทางการเดินทางได้ตลอดสาย ผนวกกับคนหนุ่มที่มีอายุระหว่าง 18 – 20 ปี ที่มีประสบการณ์สามารถเคลื่อนกองกำลังผ่านอุปสรรค์ที่เลวร้ายมาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

จากถนนสายเล็กที่สร้างโดยคนวัยหนุ่มสาวนี่เองที่ถือว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือถนนแห่งชัยหมายเลข ที่ 20 และถือคือชุมทางของกาครเชื่อมถนนสายปฏิวันที่รู้จักในชื่อถนน A B C K โดยถนนหลัก A B C นั้น จะเป็นถนนที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนกำลังพลขนาดใหญ่ แต่ใรส่วนของถนนสาน K นั้น จะสร้างตัดลัดเลาะป่า ซึ่งเรารู้จักภายหลังในชื่อถนนสายโฮ จี มินท์

ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี ของการสร้างเส้นทางสาย โฮ จี มินท์ จนกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เพื่อการสงคราม มาวันนี้เส้นทางสายดังกล่าวได้กลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเวียตนาม เพราะรัฐบาลได้อนุมัติโครงการในการสร้างระบบเชื่อมทางที่เรียกว่า มอเตอร์ เวย์ (Motorway System) และนี่ได้กลายเป็นเส้นทางที่สามารถเชื่อจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ของเวียตนาม พรรคคอมมิวนีสต์เวียตนาม ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1930 ภายใต้การชี้นำขององค์การคอมมิวนีสต์สากล และได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคคอมมิวนีสต์อินโดจีน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าชื่อที่ถูกเรียกขานมากว่าก็คือ สหพันธรัฐอินโดจีน ถึงแม้ว่าโดยนัยยะแล้วจะมีความหมายที่กินความากมายกว่าที่เข้าใจ แต่จะอย่างไรก็ตาม ความหมายและชื่อที่ใช้ว่า ประเทศที่มีความสัมพันธ์แบบพิเศษ (Special Relationship) กลับเป็นความหมายที่ใช้กันมากที่สุดในหมู่มวลสมาชิก ซึ่งได้แก่ เวียตนาม ลาว และเขมร

เมื่อ ลุงโฮ เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

กรณีการเข้ามาในประเทศไทยของ โฮ จี มินท์ นั้น จะปรากฏชัดเจนในหลักฐานว่า โฮ จี มินท์ ได้เดินทางเข้ามาไทยในระยะที่มีการต่อสู้เพื่อเอกราชกับฝรั่งเศส โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 จนสิ้นสุดสงครามโลก โดยเฉพาะแผ่นดินไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด

เมื่อพูดถึงโฮ จี มินท์ ที่ประเทศไทย คงต้องยอมรับว่านี่คือมุมมืดทางประวัติศาสตร์ของอินโดจีน คำอธิบายมีเพียงประเด็นเดียวก็คือ ประเทศไทยกลัวสังคมนิยม ? และยิ่งเมื่อประเทศเวียดนามปฏิวัติประชาชาติเสร็จสิ้นโดยมีผู้นำการปฏิวัติคือ โฮ จี มินท์ ด้วยแล้ว การพูดถึงเวียดนาม การพูดถึง โฮ จี มินท์ จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทยมาโดยตลอด
จากความพยายามในการที่จะอธิบายความมั่นคงของชาติ คือการต่อต้านคอมมิวนีสต์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะนั่นคือ นโยบายของชาติ? แต่ถึงจะเป็นโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยแล้วก็ตามกลิ่นอายของความกลัวก็ยังปกคลุมในสำนึกของคนหลายๆ กลุ่ม
อยู่ ถึงแม้ว่าบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดจากทั้งคนของรัฐและคนเวียดนามในประเทศไทยก็ตาม
พื้นที่การเดินทางเพื่อการปฏิวัติ หลักฐานกล่าวไว้ตรงกันก็คือการเคลื่อนไหวนั้น จะเป็นพื้นที่ภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร อุดรธานี สกลนคร และหนองคายเป็นอาทิ ทั้งนี้ก็เพราะว่า พื้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นพื้นที่ๆ มีคนเวียตนามอพยพอาศัยอยู่อย่างแน่นหนา และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่สามารถสนับสนุนได้ก็คือ พื้นที่การเคลื่อนไหวนั้น จะเป็นพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว เป็นส่วนใหญ่

พื้นที่ที่ดูประหนึ่งเป็นหัวหอกในการเปิดเรื่องราวของโฮ จี มินท์ ในประเทศไทย คือพื้นที่บ้านนาจอก หรือบ้านใหม่ หรือบ้านลัก หรือบ้านต้นผึ้ง ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จะอย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงบ้านนาจอก หลายๆ คนที่เป็นนักประวัติศาสตร์ หรือเป็นคนที่สนใจเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทย- เวียดนามแล้วคงพูดได้ว่าไม่มีใครไม่รู้และไม่เห็นความสำคัญของบ้านนาจอก เพราะบ้านนาจอก คือ หนึ่งในสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทย-เวียดนาม โดยเฉพาะระยะการต่อสู้เพื่อเอกราชของเวียดนามโดยมี โฮ จี มินท์ เป็นผู้นำ

เรื่องดังกล่าว ถูกจุดประเด็นขึ้นเมื่อผู้เขียนได้กลับจากการเรียนต่อที่ประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และได้มาทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาเขตนครพนม สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้จากเอกสาร ก็คือหมู่บ้านที่ชื่อว่า บ้านต้นผึ้ง หรือบ้านใหม่ คือบ้านที่โฮ จี มินท์ เคยมาพำนักแต่เอกสารก็ไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น แต่ท้ายที่สุดจึงรู้ว่า บ้านต้นผึ้ง หรือบ้านใหม่ก็คือ บ้านนาจอก ที่เรารู้อยู่ในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นที่ถือว่าเป็นชิ้นเป็นอัน ก็คงจะเป็นการประสานงานกับพิพิธภัณฑ์ โฮ จี มินท์ ที่ฮานอย จนในที่สุด ในวันที่ 15 ธันวาคม 254 ที่จังหวัดนครพนม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนคร หอการค้าจังหวัดนครพนม ภาครัฐและเอกชนฝ่ายไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการทางการฑูตของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกช่วยจำอันเป็นพื้นฐานที่ทำให้โครงการบ้านนาจอกสำเร็จในระยะต่อมา

ในการลงนามครั้งนี้ ได้จัดให้มีขึ้น ในวันที่ 15 ธันวาคม 2542 ณ โรงแรมนครพนมรีเวอร์วิว จังหวัดนครพนม ซึ่งลงนามโดย นายจู ดึก ทิง (Chu Duc Tinh) ในนาม ผอ.พิภิทธภัณฑ์ โฮ จี มินท์ ผศ.ดร.อรรถ นันทจักร์ ในนามกองทุนเครือข่ายพัฒนาเพื่อการวิจัย นายสากล พูนศิริกุล ในนามหอการค้าจัวหวัดนครพนม และนายคมสัน บุพศิริ ในนามศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดนครพนม ในความร่วมมือดังกล่าว มีรายละเอียด 5 ประการ คือ

เป็นการร่วมมือในการศึกษาค้นคว้าในเชิงวิชาการ ในเรื่องเกี่ยวกับ โฮ จี มินท์ เพื่อพัฒนาบ้านนาจอก
เพื่อพัฒนาบ้านนาจอกให้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ และเป็นที่ศึกษาค้นคว้าที่สำคัญต่อไป
ให้มีการแลกเปลี่ยนผุ้เชี่ยวชาญระหว่างสองประเทศ
ให้มีการแลกเปลี่ยนเอกสารทางวิชาการ
ให้มีการประชุมสัมมนาและพบปะทางวิชาการ

ในการทำข้อตกลง ในการร่วมมือกันครั้งนี้ก็ดูจะเป็นตำนาน ของการบุกเบิกไม่น้อย เพราะกว่าจะมีการตกลงในการที่จะลงนามกันได้ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้ลงนามอย่างต่อเนื่อง โดยเพราะทางจังหวัดนครพนมเอง ดูจะมีความกล้าน้อยไปบ้าง จึงทำให้ต้องตัดสินใจอย่ารวดเร็วเพราะอย่างก็จะได้เป็นกรอบในการร่วมมือกันในอนาคต

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2545 นี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการระทรวงกลาโหม ฯพณฯพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้เดินทางร่วมงานประเพณีที่จังหวัดนครพนม พร้อมทั้งให้นโยบายกับทางจังหวัดโดยมี สมาชิกสภาผู้แทน ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าหน่วยงานในจังหวัดนครพนม และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นโยบายที่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในการมอบให้เป็นแนวทางกับจังหวัดนครพนม มีเรื่องหลักๆ คือ นโยบายการพัฒนานครพนมให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและร่วมมือในภูมิภาค โดยเรื่องดังกล่าวนี้ได้เน้นถึงการพัฒนาด้วย ไม่ว่าจะเป็นสะพานแห่งที่ 3 ระหว่างนครพนม กับ แขวงคำม่วนของสปป.ลาว หรือแม้แต่ การเตรียมการพัฒนา นโยบายทางการศึกษา รองนายกฯ ประกาศชัดเจนว่านครพนมมีศักยภาพในการที่จะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค

เมื่อมีการลงนามความร่วมมือ ทางคณะก็ได้เชิญให้ตัวแทนพิพิธภัณฑ์ โฮ จี มินท์ มาเยี่ยมประเทศไทยในปลายปี 2545 นำโดย นายจู ดึก ทิง (Chu Duc Tinh) ในนามพิภิทธภัณฑ์ โฮ จี มินท์ และสมาชิกอีก 5 คน โดยการต้อนรับครั้งนี้ สนับสนุนงบประมาณโดย นายอำเภอชวลิต วิชยสุทธิ์ และมอบหมายให้ ผศ.ดร.อรรถ นันทจักร์ ในนามกองทุนเครือข่ายพัฒนาเพื่อการวิจัย เป็นผู้รับผิดชอบในการต้อนรับและเดินทางในการศึกษาเพื่อตามรอยโฮ จี มินท์ ในประเทศไทย เป็นเวลา 1 สัปดาห์

หลังจากนั้นทางคณะของไทยก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเป็นการตอบแทน โดยการนำของ นายอำเภอชวลิต วิชยสุทธิ์ โดยคณะเดินทางครั้งนั้นประกอบไปด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นันทจักร์ ผอ.ณรงค์ ชิณสาร ผอ.คมสัน บุพศิริ และสมาชิกรายการสารคดีเจาะโลกผ่านเลนส์อีก 2 คนในการเดินทางครั้งนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปย้อนรอยการเดินทางของ โฮ จี มินท์ทางเหนือสุด โดยเฉพาะในเขตฐานที่มั่นแรกในเวียดนาม ที่รู้จักในชื่อเขต บั๊ก บ๋อ ทางภาคเหนือของเวียตนาม

เมื่อกลับจากการเยี่ยมเยือนตามโครงการ คณะกรรมการก็ได้มีโครงการที่จะเตรียม การก่อสร้าง ศูนย์ศึกษาวิทยาศาสตร์สังคมแห่งอินโดจีนขึ้น ที่โรงเรียนบ้านนาจอก เพื่อให้เป็นศูนย์ศึกษาค้นคว้า ภายใต้การดูแลของวิทยาเขตนครพนม ซึ่งที่คาดกันไว้ก็คือฐานของการเตรียมเป็นจุดขายที่สำคัญสำหรับการเกิดมหาวิทยาลัยนครพนมในอนาคต เมื่อมีการวางแผนและตกลงกันจึงได้มีการศึกษารายละเอียดและขั้นตอนในเชิงวิชาการ โดยความรับผิดชอบงานวิชาการทั้งหมดผู้เขียนเป็นผู้รับผิดชอบ และมอบหมายให้คุณรอบรู้ นวลบุญมา นายช่างศูนย์ช่างเร่งรัดพัฒนาชนบท นครพนมเป็นผู้เขียนแบบ โดยทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือนายอำเภอชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นผู้หางบประมาณ และในที่สุดก็สามารถผลักงบผ่านทางเทศบาลนครพนมได้ โดยมีนายกเทศมนตรี นายพิศิษฐ์ ปิติพัฒน์ ทำหน้าที่รับช่วงในการก่อสร้างให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมาย

จะอย่างไรก็ตาม การดำเนินการกว่าจะสำเร็จได้ ก็ได้มีการปรับแบบการก่อสร้างพอสมควร เพราะทั้งตัวแทนของเวียดนามและไทยได้มีการเจรจาตกลงกัน เพื่อความเหมาะสมของโครงการ ซึ่งเราจะเห็นดังสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ในการดำเนินโครงการนี้ คงต้องกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่ทำและเกิดขึ้นนั้นล้วนแต่เป็นความมุ่งหวังในการที่จะเปิดพรมแดนทางประวัติศาสตร์ เพื่อความเข้าใจอันดีของมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของคนไทย – เวียดนาม เพราะเรื่องดังกล่าวนั้น คนตะวันออกด้วยกันเท่านั้นแหละที่จะเข้าใจและอาทรต่อกัน แต่จะอย่างไรก็ตาม ปัญหาต่างๆ ที่มีความพยายามในการที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงก็จะปรากฏ

ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับมายาคติทางประวัติศาสตร์ที่ดูเหมือนว่าคนอีกส่วนหนึ่งยังรับไม่ได้ ? และไม่เข้าใจ ผู้เขียนอยากจะกล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการศึกษา วิจัย ไม่ใช่สร้างอนุสรณ์สถานหรืออื่นใดให้กับใครคนใดคนหนึ่ง ?
จากการเปิดตัวที่เป็นทางการของโครงการนาจอก จึงเป็นเหมือนม่านฟ้าที่เคยมืดดำได้ถูกเปิดเผยออกมาที่ละเล็กทีละน้อย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายว่าสิ่งที่ปรากฏในหมู่บ้านที่เชื่อว่าโฮ จี มินท์ เคยผ่านไปมาจะมีหลักฐานที่ชัดเจนในการพิสูจน์ ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเพียงเรื่องเล่า และตำนาน ที่ต่างคนก็ต่างกล่าวขานกันไป?

หากพิจารณาจากงานหลายๆ ชิ้นที่มีการกล่าวถึงโฮ จี มินท์ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจะเป็นเอกสารที่ได้รับการบันทึกโดยคนที่ใก้ลชิดและเคยเดินทางมากับโฮ จี มินท์ในพื้นที่ลาว หรือไทย บางครั้งผู้บันทึกเรื่องราวก็ยังขาดคงวามมั่นใจว่าสิ่งนั้นคือความจริงทั้งหมดหรือไม่ ? เช่นเรื่อง ทั้งเรื่องจริงและมีการอิงนิยาย (Chuyen qia ma co that) ซึ่งเขียนโดย เตริ่น ลาม แต่ภาพของการเป็นนักต่อสู้ที่กล้าหาญและทุ่มเททุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง ในอีกมุมหนึ่งก็ถูกถ่ายทอดให้เห็นความนุ่มนวลและอ่อนโยนของโฮ จี มินท์ โดยเฉพาะในกลอนที่กล่าวถึงความผูกพันธ์กับแม่ที่ว่า

"Xa nha choc may muoi nien" ซา หญ่า โจกม์ เมีย เมือย เนียน
"Toi qua nghe quong me hien ru con" โต๊ย กวา แง หญอง แมะ เหี่ยน รู กอน

หมายความว่า
"ห่างไกลบ้านแป๊บเดียวก็หลายสิบปี เมื่อคืนได้ยินเสียงแม่กล่อมลูก"

นอกจากนั้นเรื่องเล่าของ เต ลาน เรื่อง เล่าเรื่องในการเดินทางสู่ประเทศไทย (Vua di duong vua ke chuyen) ได้สะท้อนภาพของการเดินทางว่ามีการเดินทางโดยทางรถไฟ ผ่านมาทางตอนกลางของประเทศแล้วผ่านลาว และเข้ามายังประเทศไทย และที่ประเทศไทยชาวเวียดนามอยู่ประเทศยามได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี จากความเอื้อเฟื้ออาทรของชาวสยาม

ในการพำนักที่ประเทศไทย เพื่อรักษาความปลอดภัยให้การประชุม ทุกคนต้องปลอมตัวเป็นนักเล่นไพ่ในโรงแรม หรือไปเชียร์กีฬาที่สนาม หลังจากการโต้วาทีการประชุมได้ยุติในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1930 (ตรุษจีน) สามฝ่ายตกลงรวมกันเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เวียตนาม "Dang Cong San Vietnam" ผลที่ได้มาจากการประชุมครั้งนี้ ทำให้ทุกคนดีใจมากและเพื่อฉลองการเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานโฮ จี มินท์ จัดงานเลี้ยงตรุษจีนทั้งหรูหราและประหยัด จากนั้นโฮ จี มินท์จึงเดินทางไปมาเลเซีย ย้อนกลับฮ่องกง

จากงานเขียนของ เตริน ดาง เตี๋ยน เรื่อง "เรื่องสั้นในชีวิตการปฏิวัติของ โฮ จิ มินห์" (Nhung Mau Chuyen Ve doi hoat dong cua Ho Chu Tich) ได้ให้ภาพของชุมชนภาคกลางที่โฮ จี มินท์ ได้เดินทางไปซึ่งนั่นก็คงหมายถึงบ้านดง (Doong) หรือบ้านบ้านดงมด (Doong mot) จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีหมู่บ้านหนึ่งเป็นชุมชนคนเวียต นามอาศัยอยู่ โดยในหมู่บ้านมีโรงเรียนสอนภาษาไทยและภาษาเวียด ในแต่ละห้องเรียน นอกจากมีภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้แขวนที่สูงสุดแล้ว ยังมีภาพของ PHAM HONG THAI ผู้ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อเสรีภาพของประเทศชาติเวียตนามอีกด้วย

อีกภาพหนึ่งที่ทำให้เห็นโลกทัศน์ของคนเวียตนามที่มีต่อชาวไทยก็คือ "ชาวสยามนับถือศาสนาพุทธ ซื่อสัตย์ ผู้ชายถึงเวลาก็ต้องไปบวช จึงอยู่ในประเทศสยาม พระมีจำนวนมาก พระได้ประชากรนับถือ และเลี้ยงดู พระฉันวันละมื้อ ตอนเช้า อาหารได้มาจากการถวายพระของประชากร เมื่อพระฉันแล้วอาหารที่เหลือใครก็สามารถรับประทานได้" ซึ่งคงรวมไปถึง โฮ จี มินท์ หรือเพื่อนร่วมเดินทางจะไม่เสียค่าอาหารเลย สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดเน้นที่นี่คือ ชาวเวียดนามในประเทศสยาม สามัคคีกับชาวสยามเสมอ และนับถือกฎเกณฑ์ของประเทศสยาม จึงได้รับความรักใคร่ของชาวสยาม
จากงานเขียนของ เล แม่งห์ จิงห์ เรื่อง ผู้เฒ่าจีนอยู่ประเทศ
สยาม (Thau Chin O Xiem) ได้ให้ภาพของการอพยพชาวเวียตนามว่า สมัยนั้นชาวเวียดนามอยู่ประเทศสยามมีเกือบ 20,000 คน ทั้งคนเวียตนามเก่าและคนมาใหม่มีตั้งแต่สมัยจักรพรรดิญา ลอง - มินท์ ม่างและตือดึก ( Gia Long Muh Mang, Tu-Duc )ส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็มีคริสต์บ้าง มุสลิมบ้างถึงแม้จะเป็นศาสนาใดก็ตาม ชาวเวียดนามอยู่ประเทศสยามก็มีใจรักชาติ สนับสนุนให้การช่วยเหลือต่างๆ
ภาระหน้าที่ของทุกคนที่เดินทางเข้ามาในสยามทุกคนต้องมีหน้าที่ทำงานเหมือนชาวสยาม ทำนา ทำการค้าขาย ประหยัดในการใช้จ่าย ส่วนที่เหลือใช้เพื่อการปฏิวัติ และในระยะปี 1926 ได้มีการขยายเขตงานไปถึงอุดรธานี สกลนคร นครพนม แต่จะอย่างไรก็ตาม ความลับของ โฮ จี มินท์ ก็ยังเป็นความลับเพราะไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน ? แต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ปี 1928 หมู่บ้านภาคกลางของประเทศสยาม ปรากฏว่ามี เฒ่าจีน คนหนึ่ง ปรากฏขึ้น และในระยะดังกล่าวนี่เองที่สามารถมองเห็นจุดการเดินทางได้อย่างชัดเจนว่า จากอุดรธานี ผ่านมายังสว่างแดนดิน สกลนคร มุกดาหารและนครพนม

ส่วนงานของ ดาง วัน กัพ เรื่อง ถนนสายที่ลุงโฮฯ … เดินทาง "Duong Bac Ho Di Cuu Nuoc" ได้ทำให้เรารู้จักชื่อของ โฮ จี มินท์ อีกชื่อหนึ่งคือ ลิว เท ฮานห์ (Lu The Hanh) นอกจากภาพของนักปฏิวัติที่มีความรู้แล้วภาพอีกภาพหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้จักก็คือ การเป็นผู้มีความรู้เรื่องการรักษาโรคโดยการใช้ยาจีนบุคลิกของ โฮ จี มินท์ ที่สามารถดึงดูดคนอื่นนั้นไม่มีอะไรนอกจากความเมตตากับคนอื่น รักประชาชน เพื่อประชาชน และคาดหวังความก้าวหน้าให้ทุกคนและการ "เป็นอยู่เพื่อประชาชน"

ในส่วนงานของ เซิน จุง เรื่อง "เพราะฉันเป็นฉันกับถนนที่ค้องก้าวเดิน (Con Nguoi Va Con duong)" ได้ยืนยันภาพของลุงจีน ที่เดินทางเพื่อทำการปฏิวัติ แต่ด้วยลุงจีนพูดภาษาภาคกลางจังหวัดเงห์ อาน จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่โฮ จี มินท์ ต้องเสียลับ เพราะมีคนสังเกตว่าลุงจีน น่าที่จะเป็น เหงียน อ๊าย ก๊วก ทั้งบุคลิกภาพ ความรู้ การพูด น้ำเสียง ผิดไม่ได้? และในครั้งนี้เองที่ได้เดินทางไปที่นครพนมและร่วมทำงานกันพี่น้องคนเวียตนามในพื้นที่ดังกล่าว และพื้นที่ดังกล่าวนั้น คงต้องรวมถึงบ้านนาจอก หรือบ้านใหม่ หรือบ้านต้นผึ้ง หรือบ้านลักนั่นเอง

จากงานเขียนของ เหงียน ไต และ เจห์ ซับ เรื่อง ความทรงจำวันแรกที่ลุงโฮฯมาประเทศไทยเพื่อเตรียมการปฏิวัติที่ลาว (Nho lai ngay dua Bac Ho tu thai Lan Sang gay dung co so Cach mang O Loa) ได้พูดถึงหน้าที่ของ เหงียน ไต และ เจห์ ซับ ที่เป็นสมาชิกของสมาคมเยาวชนปฏิวัติ ผมมีหน้าที่ดูแล คนเวียดนามที่จังหวัดสกล รวมตำบลสว่าง พรรณนา นาแก (Xa vang, Pha-na-na, Na-ke) ลุงจีน (ชื่อลุงโฮ่ เมื่อท่านปฏิบัติงานที่ประเทศไทย) ได้มีการเลือกจังหวัดสกลนครเป็นที่อยู่ประจำ

มีครั้งหนึ่งลุงจีนมาจังหวัดอุบลราชธานี จากอุบลราชธานี ผมได้ตามลุงจีนไปตำบลพิบูล (Phi Mun) พวกเราเข้าไปไต่ถามถึงสภาพครอบครัวของพี่น้องเวียดนามและลุงจีนสรุปว่า "เราต้องสร้างสำนักงานที่นี่เพื่อเป็นพื้นฐานการติดต่อ ระหว่างเราและปากเซ (Pak Xe) เมืองลาว ผ่านตำบลขุหลุ (Khu Lu )"

ในฤดูฝนนั้นได้อยู่ประเทศลาวหรือประเทศไทยลุงจีนมักชอบเดินตามทางป่าหรือเข้าไปหมู่บ้านต่างๆ เพราะได้สัมผัสศึกษาชีวิตชาวบ้านและธรรมชาติ อีกอย่างหนึ่งสามารถขอข้าวเหนียวจากวัดต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย เข้าไปหมู่บ้านสวันเขต (Xa-Va-na-khet) ตรงข้ามกับมุกดาหาร

จากสิ่งที่ปรากฏในเอกสาร สามารถที่จะยืนยันโดยภาพรวมได้ว่า พื้นที่นครพนม หรือบ้านนาจอกนั้น คงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ โฮ จี มินท์ เดินทางเพื่อการเคลื่อนไหวในภาคอีสาน เพราะเมื่อผนวกกับคำให้การของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนต่างๆ แล้ว ถึงแม้ว่าจะพอเชื่อได้ว่า นั่นคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องยากในการที่จะเชื่ออย่างสนิทใจ เพราะถึงวันนี้แล้ว เมื่อทุกอย่างเริ่มเปิดและการที่พี่น้องชาวเวียตนามกล้าแสดงออกมานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าลืมว่า เรื่องราวที่กำลังถูกกล่าวขานกันวันนี้ ต่างคนก็ต่างจำเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมา หาใช่เป็นคนร่วมสมัยไม่?

การศึกษาเรื่องราวของ โฮ จี มินท์ ในประเทศไทยวันนี้ เราคงต้องระมัดระวังร่วมกัน เพราะการศึกษาในเชิงวิชาการนั้น ไม่ใช่การหลงในความเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ แต่เราต้องเดินเข้าหาข้อเท็จจริงอย่างมีสติ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ประวัติศาสตร์หน้าดังกล่าวคงจะต้องดำมืดและเป็นตำนานอย่างนี้ต่อไป



Guest- 01-16-2006
จากการสืบค้นข้อมูลของคณะทำงานฯ ได้พบว่า ช่วงที่เข้ามาพักอยู่ในอุดรธานีใหม่ๆ ประธานโฮจิมินห์เวียดนามใช้ชื่อว่า "เฒ่าจิ๋น" อาศัยพักอยู่กับครอบครัวของเฒ่าแมด-ด๋าย สหายจัดตั้งที่บ้านหนองบัว-หนองเหล็ก ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลนคร ชุมชนบริเวณนี้มีชาวเวียดนามอพยพอาศัยอยู่ราว 20-30 ครอบครัว ส่วนมากทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

ปี 2471 เฒ่าจิ๋น ได้เปลี่ยนสถานที่พักใหม่ ย้ายไปที่หมู่บ้านหนองโอน (หนองฮาง ต.เชียงพิณ ปัจจุบัน) โดยอาศัยอยู่กับครอบครัวของสหายที่ชื่อ "เฒ่าแงว็ก" ซึ่งได้ถึงแก่กรรมแล้ว การมาพักที่บ้านหนองโอนแห่งนี้ เฒ่าจิ๋นมีความมุ่งมั่นที่จะรวบรวมชาวเวียดนามพลัดถิ่นเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชจากฝรั่งเศส ทั้งนี้เฒ่าจิ๋นพักอยู่กับเฒ่าแงว็กนานราว 2 เดือน

นายกร ตันชัย วัย 88 เป็นหนึ่งในกลุ่มคนไทยเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ขณะที่พ่อเฒ่าจิ๋นพำนักอยู่ในบ้านหนองโอน

นายกรหรือลุงกรในปัจจุบัน เป็นลูกชายของ "เฒ่าแงว็ก" ได้เล่าว่าช่วงที่ประธานโฮจิมินห์พักอยู่ที่บ้านนั้น ตนมีอายุราวๆ 11 ขวบ จำได้ว่าช่วงนั้นมีพี่น้องชาวเวียดมาอยู่ด้วยกับท่านประธานโฮจิมินห์นับสิบคน

ลุงโฮท่านจะเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป และ ทุกครั้งที่มีโอกาสท่านจะสอนเด็กๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะสอนไม่ให้เด็กทะเลาะกัน ให้รักสามัคคีกันให้มาก

“ลุงโฮมาพักอยู่ที่บ้านได้ไม่กี่เดือน ก็เดินทางต่อ ไม่แน่ใจว่ากลับเวียดนามหรือหรือเดินทางต่อไปจังหวัดพิจิตร ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้สนใจเพราะยังเด็กอยู่ แต่ระหว่างที่ลุงโฮพักอยู่ที่นี่จะมีพี่น้องชาวเวียดนามแวะเวียนมาหาเป็นระยะๆ” ลุงกรเล่าให้ฟัง

Guest- 01-16-2006
เสี้ยวชีวิตหนึ่งที่ผูกพัน กับบ้านนาจอก ของ ' ลุงโฮ '


บ้านนาจอก หมู่ที่ 5 ต. หนองญาติ อ. เมือง จ. นครพนมตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งอำเภอเมืองนครพนม ประมาณ 5 กิโลเมตร จัดตั้งเป็นหมู่บ้านประมาณ 110 ปี มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,611 ไร่ มีจำนวน 129 หลังคาเรือน ประชากร 734 คน เป็นชาย 359 หญิง 375 ราษฎร ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายเวียตนาม นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพ ด้านการเกษตรและค้าขาย

หมู่บ้านนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เนื่องจากในอดีต ช่วงสงครามอินโดจีน ประธานาธิบดีโฮจิมินห์พร้อมด้วยกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์เพื่อกอบกู้เอกราชในพื้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงปี พ. ศ 2466 –2474 โดยพำนักอยู่ ณ ที่บ้านนาจอกแห่งนี้

ท่านได้สร้างบ้านพักและจัดเครื่องใช้ไม้สอย โดยปัจจุบันยังเหลืออยู่บางส่วนเป็นหลักฐานซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในที่ดินนายเตียว เหงี่ยนวัน เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่

ภายใต้การปกครองของนักล่าชาวฝรั่งเศส ที่ปกครองประชาชนชาวเวียตนามและประเทศอื่นในอินโดจีน แต่ละประเทศพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งเอกราช

ขณะนั้น ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ มีอายุเพียง 19 ปี เท่านั้น แต่โดยที่ท่านมีเลือดรักชาติ ซึ่งสืบสายจากบิดา ผู้เป็นนักศึกษาชั้นสูงและคงแก่เรียน จึงรู้สึกแค้น แทนประชาชนที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรมตลอดเวลา ท่านคิดเสนอว่าจะขับไล่พวกฝรั่งเศส ออกไปให้พ้นประเทศอันเป็นที่รักและหวงแหนยิ่ง ได้อย่างไร

ในที่สุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2454 ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ได้ตัดสินใจเดินทางออกจากท่าเรือ “ หญ่าโหร่ง “ ( Nharong ) ซึ่งเป็นท่าเรือในเมืองไซง่อน ประเทศเวียตนาม เพื่อหาทางกอบกู้เอกราชประเทศชาติ โดยท่านได้เดินทางไปเกือบทั่วทุกทวีป เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์





30 ปี ต่อมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2484 ท่านได้ย้อนกลับสู่ “ ปั๊กบ๊อ “ ภาคเหนือของประเทศเวียตนามและสามารถทำการกอบกู้เอกราชของประเทศเวียตนามได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้ สถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียตนาม ในเวลาต่อมา


ในช่วงเสี้ยวชีวิตหนึ่งก่อนการกอบกู้ประเทศเวียตนามได้สำเร็จ ท่านได้เดินทางจากประเทศอังกฤษร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เข้าสู่ภาคกลางของประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตรเพื่อปฏิบัติภารกิจกอบกู้ประเทศชาติ ระหว่างพำนักอยู่ที่นี่ท่านใช้ชื่อว่า “ จิ๋น “ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นท่านยังหนุ่มแน่น แต่ชาวเวียตนามที่นี่ใช้ฉายาท่านว่า “ เฒ่าจิ๋น “ หรือ “ ผู้อาวุโสจิ๋น “ คงเป็นเพราะการเคารพนับถือในความปราดเปรื่องและสามารถของท่าน
หลังสิ้นสุดภารกิจที่จังหวัดพิจิตร ท่านและคณะร่วมอุดมการณ์ก็เดินเท้าบุกป่าดงผ่านจังหวัดอุดรธานี – สกลนคร จนถึงนครพนม ซึ่งเป็นเส้นทางที่แสนจะลำบาก และใช้เวลาเดินทางหลายวันโดยแต่ละคนต้องแบกสัมภาระส่วนตัวของตนเอง การเดินทางที่แสนจะทรหดโดยในความคิดมุ่งแต่จะทำภารกิจให้สำเร็จจนลืมคิดถึงเท้าที่อักเสบบวมเป่ง เพื่อนร่วมเดินท่างต่างก็อยากจะแบ่งเบาสัมภาระให้ท่าน เพื่อลดความเจ็บปวดทรมานของเท้าที่บวมอยู่แต่ก็ได้รับคำตอบจากท่านว่า “ ถ้าเราอดทนเดี๋ยวมันก็จะชินชาไปเอง “

และยังได้อ่านบทกลอนเพื่อเป็นกำลังแก่ผู้ร่วมเดินทางว่า


“ Duoi troi nay khong co viec gi de chi so long khong ben “
“ ภายใต้ท้องฟ้านี้ไม่มีภาระกิจใดที่สำเร็จ ถ้าแม้นขาดความมุ่งมั่นและอดทน “


เมื่อมาถึงนครพนมในปี พ. ศ 2466 ก็พบว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่อยู่ตรงข้ามกับเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป. ลาว ณ จุดนี้ ง่ายต่อการเดินทางสู่ภาคกลางของประเทศเวียตนาม และคงสะดวกต่อการปฏิบัติภารกิจกอบกู้เอกราชประเทศเวียตนามตามเจตนารมณ์ของท่าน นอกจากนั้นที่นี่ยังมีชาวเวียตนามอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะที่หมู่บ้านนาจอก ซึ่งมีชุมชนชาวเวียตนามอาศัยอยู่ร่วมกันนับ 10 ชุมชน และอยู่กับชาวไทยที่นี่อย่างกลืนและมีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี


ในที่สุด ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ก็ได้ตัดสินใจพำนักที่บ้านนาจอกแห่งนี้เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับชาวบ้านกำลังมือก่อสร้างอาคารชมรมของหมู่บ้าน และท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนร่วมและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญจนงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ดังมีบทกลอนสรรเสริญว่า
Nha hop tac Ban May Bac gop phin xay เรือนชมรม ” ลุง “ มีส่วนร่วมก่อตั้ง
Som chicu Bac ganh dat khuan gaeh moc hang ngay เช้ายันค่ำ ทั้งขนดิน อีกช่างไม้
Bac xo go deo tay duc mong bao rat tot ฝีมือเลื่อย ไสกบครบกระบวน
Bac trong cay khe ngot mot ben duong giap san ว่างยังปลูกมะเฟืองหวานติดริมทาง
Hai ben cong cach gan Bac trong cay dua lua มะพร้าวไฟหนึ่งคู่ข้างประตูรั้ว
Doc theo duong giya hoa dam but Bac trong ชอบแดงบานสะพรั่งสองข้าวทาง
Chau thieu nhi hoi Bac trong hoa du เจ้าเด็กน้อยตั้งปุจฉาว่าเหตุใด
“ ลุง “ จึงปลูกไม้ดอกนี้
Bac cuoi moi : Hom nay trong khong kho 4 mua dom doa do “ ลุง “ ยิ้มตอบชบาแดงก็ง่ายบานทั้งปี
Bac thich trong vi Bac yeu hoa do อีกทั้งปลูกเพราะ “ ลุง “ ชอบดอกชบาดอก


ระหว่างพำนักที่บ้านนาจอก ท่านก็ได้ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนทั่วไป คือ ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการประมงหรือการเกษตร ฯลฯ ในด้านการประมงท่านเป็นผู้ที่มีความชำนาญมาก จึงได้แนะนำให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจในการจับสัตว์น้ำได้ถูกวิธี นอกจากนั้นก็ได้ทำการเกษตรปลูกพืชผักต่างๆ เช่นมะเฟือง มะพร้าว ต้นหมาก – พลู เป็นต้น
เมื่อว่างจากงานท่านก็ยังแบ่งเวลาให้กับการศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยวันละเล็กวันละน้อย มีบางคนถามท่านว่า แต่ละวันท่านเรียนเพียงไม่กี่คำแล้วเมื่อไหร่จะอ่านเขียนภาษาไทย ท่านก็ตอบไปว่า
“ เรียนน้อยเข้าใจมาก ดีกว่าเรียนมากเข้าใจน้อย “ หลังจากนั้นเพียง 4 เดือน ท่านก็สามารถใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ ยังได้กล่าวอีกว่า ประเทศไทยและเวียตนามเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงกัน พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ก็แผ่พระบาทมีปกเกล้าปกกระหม่อม

จนชาวเวียตนามที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นได้อาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข อีกทั้งประชาชนชาวไทยก็ล้วนเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา และมีความเอื้ออาทรต่อชาวเวียตนาม โดยเฉพาะในช่วงที่ยากเข็ญ ก็ได้ให้การช่วยเหลือชาวเวียตนามมาตลอด ดังนั้น ท่านจึงมักจะพร่ำเตือนให้ชาวเวียตนามทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ต้องพยายามและหมั่นเล่าเรียนภาษาไทยให้แตกฉาน เพื่อสามารถอ่านเขียนวิชาการต่างๆ จากหนังสือและตำราเรียนให้เกิดความฉลาดและเข้าใจ จะได้นำไปทำประโยชน์และพัฒนาสังคมที่เราอาศัยอยู่นี้ให้เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งเราต้องรู้จักบุญคุณผืนแผ่นดินที่เราอาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากบ้าน ยังต้องเรียนรู้ในขนธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยให้ดีด้วย

ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ได้ประพันธ์บทกลอนในเรื่องที่กล่าวมา ดังนี้
Nuoc viet va nuoc Thailand ประเทศไทยและเวียตนาม
Cung ch8ng chau a Dong Nam mot mien ต่างตั้งในแถบเอเชีย ร่วมทวีป
Con song Cuu lon noi lien มีน้ำโขงไหลโยง เชื่อมถึงกัน
Ngan nam Hai muoc lang gieng gan nhau แม้นานวันนับพันปีก็เคียงใกล้

และท่านยังได้ยกสุภาษิตอีกบทหนึ่งเป็นสิ่งเตือนใจชาวเวียตนามที่นี่ว่า

Di cho nguoi ta noh ยามอยู่ให้คนรักใคร่
O cho nguoi ta thuong ยามจากไกลจะได้อาลัยห่วงหา


หลังจากที่ท่านพำนักอยู่ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม อยู่ระยะหนึ่ง ก็ได้เดินทางจากไป โดยที่ชาวเวียตนามที่นี่ต่างก็ไม่รู้ข่าวคราวของท่านอีกเลย


จนกระทั่ง 20 ปี ให้หลัง ในปี พ. ศ 2488 จึงได้รู้ว่า ท่านประธานฯ โฮจิมินห์ของประเทสสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียตนาม ( Vietnam danchucongl oa ) ก็คือ เฒ่าจิ๋น หรือ ลุงโฮ ( BacHo ) อันเป็นที่รักยิ่งของชาวเวียตนามทุกคน ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยมาพำนักที่บ้านนาจอก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นั่นเอง

เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ทุกคนคิดถึงบทกลอนบทหนึ่งของนักปราชญ์ โฮ ดึ๊ก เจ๋
( Cu do nho Ho – Duc – Cht ) ท่านได้ประพันธ์ไว้เมื่อครั้งที่ได้พบท่านประธานโฮจิมินห์ที่บ้านนาจอกว่า


Thang ngay leu co nuoi mong lon เดือน – ปี รากหญ้าคิดการใหญ่
Trang roi ao sen dau nguoi tai แสงสูรย์ส่องหา ปราชญ์ได้บัวบัง

Guest- 01-16-2006
พล.อ หวอเงวียนย๊าป ผู้เปลี่ยนตำนานให้เป็นประวัติศาสตร์
21 ธันวาคม 2547 18:37 น.


กองทัพเวียดนามเฉลิมฉลองการก่อตั้งครบรอบ 60 ปี เมื่อวันจันทร์ (20 ธ.ค.) ที่ผ่านมา แน่นอนว่าย่อมต้องมีชื่อของ พล.อ หวอเงวียนย๊าป ผู้บัญชาการสูงสุดคนแรกของกองทัพประชาชนเวียดนาม อยู่ควบคู่กัน

ชายชราบุคลิกสุขุม สุภาพและอ่อนโยน ในชุดทหารสีขาว คือบุรุษผู้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการเติบโตและชัยชนะอันทรงเกียรติ์ของกองทัพประชาชนเวียดนาม

ชื่อ “หวอเงวียนย๊าป” อาจจะฟังดูไม่คุ้นสำหรับชาวไทย ซึ่งเคยรู้จักมานานในชื่อ “โว-เหงียน-เกี๊ยบ” อะไรทำนองนั้น

แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ชายสูงอายุวัย 94 ปี คือ ผู้นำกองทัพฯ ทำสงครามมีชัยเหนือกองกำลังฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ปลดปล่อยประเทศเป็นเอกราช นำไปสู่การรวมประเทศชาติเวียดนามให้เป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อปี 2519

ในระหว่างพิธีเฉลิมฉลองการก่อตั้งกองทัพฯ พล.อ. หวอเงวียนย๊าป กล่าวต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และนายทหารระดับสูง ที่กรุงฮานอยว่า หากประชาชนสูญเสียความศรัทธาในกองทัพและการปฏิวัติเวียดนามแล้ว ความล้มเหลวก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ประธานโฮ (จิมินห์) บอกว่า ลัทธิปัจเจกชนนิยมมีแต่จะบ่อนทำลายประเทศชาติ ประชาชน และพรรค ท่านได้ร้องขอให้เรายึดถือประโยชน์ของประชาชนและความเป็นเอกภาพของชาติ”

คำกล่าวของนักการทหารผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ เสมือนเป็นการเตือนผู้บริหารประเทศในปัจจุบันให้รำลึกถึงที่มาและความยากลำบากของการสร้างชาติ ท่ามกลางข่าวการคอร์รัปชั่นในหมู่สมาชิกพรรค
คอมมิวนิสต์และข้าราชการระดับสูง เมื่อไม่นานมานี้

นักการทหารอาวุโสได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกองทัพในฐานะเป็นเสาหลักหนึ่งของประเทศ ที่ได้ปลดปล่อยประเทศชาติ

ความสามารถของอดีตขุนพลผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของกองทัพเวียดนาม แต่ยังเป็นที่ชื่นชมยินดีของผู้คนทั่วโลก

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันนามเคคคลิล เคอร์รี่ (Ceclil Curry) ยกย่องเขา พล.อ.ย๊าปเป็นอัจฉริยะด้านทหารแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นหนึ่งในนายทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหน

ในวันนี้ พล.อ. หวอเงวียนย๊าป ก็ยังเป็นเสาหลักแห่งประวัติศาสตร์ ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนเวียดนาม พล.อ.ย๊าปพูดถึงอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์เสมอๆ ว่า คือ “ลุงโฮ” เป็นผู้นำและเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของตน

“ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับลุงโฮหลายปี …ข้าพเจ้ายังระลึกได้ถึงวันที่ท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์มอบหมายให้ข้าพเจ้าจัดตั้งกองทัพเพื่อโฆษณาอบรมและปลดปล่อย ก่อนที่จะมาเป็นกองทัพประชาชนเวียดนาม” พล.อ.ย๊าป เล่าถึงความหลัง

ประธานโฮจิมินห์เคยบอกว่า งานสำคัญที่ต้องทำทันทีไม่ใช่แค่เอาชนะศัตรู แต่รวมถึงการสร้างอำนาจการยอมรับ.. เราจะต้องชนะในทุกๆ สนามแรกของการต่อสู้ สร้างผลต่อเนื่องทางการเมืองและส่งเสริมการโฆษณาและอบรม ดังนั้นกองทัพแรกที่ก่อตั้งจึงมีชื่อว่า กองทัพเพื่อการโฆษณาอบรมและการปลดปล่อย..

พล.อ. หวอเงวียนย๊าป และกองทัพประชาชนเวียดนาม ได้รับชัยชนะอย่างยอดเยี่ยม ในสมรภูมิต่างๆ ในช่วงที่ประเทศถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมจากยุโรป อันเป็นการพิสูจน์ว่า กลยุทธ์ของอดีตประธานโฮจิมินห์นั้นถูกต้อง และ พล.อ.ย๊าป ก็มักจะเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอยามพูดถึงชีวิตทางทหารของตัวเอง

“ข้าพเจ้าจำได้เสมอและเชื่อในคำสั่งสอนของท่านประธานโฮจิมินห์ว่า การปฏิวัติจะต้องไม่สนใจทั้งเกียรติยศชื่อเสียงและผลประโยชน์ ข้าพเจ้ายึดถือปฏิบัติตามคำสั่งสอนนี้ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า” พล.อ.ย๊าปกล่าว

ความทรงจำในการสู้รบที่เดียนเบียนฟู ยังคงใหม่อยู่ตลอดเวลาสำหรับผู้บัญชาการสูงสุดคนแรกแห่งกองทัพประชาชนเวียดนาม

เมื่อครั้งที่ฝรั่งเศสจัดตั้งกองทหารรักษาการณ์ที่เดียนเบียนฟู ตอนนั้นดูเหมือนว่ากองทัพเวียดนามจะเอาชนะได้ยากมากๆ แต่ก็ทำได้ “ชัยชนะที่เดียนเบียนฟูไม่ใช่แค่ชัยชนะของชาติเวียดนามเท่านั้น ทว่าเป็นชัยชนะของมนุษยชาติ” อดีตผู้บัญชาการรบในสมรภูมิเดียนเบียนฟูกล่าว

พล.อ.ย๊าปกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนั้นเป็นการพิสูจน์ว่า ชาติเล็กๆ มีอาวุธง่ายๆ ธรรมดาๆ ก็สามารถเอาชนะศตรูที่แข็งแกร่ง หากมีความแน่วแน่เด็ดขาด ชัยชนะที่เดียนเบียนฟูได้ทะลายกำแพงป้อมปราการของอาณานิคมจนสิ้นซาก

กองทัพประชาชนเวียดนามได้หยั่งรากลึกสู่มวลชนพื้นฐาน ต้องใช้เวลา 9 ปีกว่าที่จะประกาศชัยชนะเดียนเบียนฟู และอีก 21 ปีในการปลดปล่อยประเทศ เป็นเอกราชจากการครอบงำของลัทธิจักรพรรดินิยม

ในช่วงสงครามกับสหรัฐฯ นั้น กองทัพสหรัฐฯได้ระดมกองกำลังทั้งหมดรวมแล้วกว่า 500,000 นาย แต่ก็พ่ายในที่สุด เมื่อต้องประจัญกับประชาชนและกองทัพเวียดนาม ซึ่งต่อสู้ด้วยจิตวิญญาณของความเชื่อที่ว่า “ไม่มีอะไรมีค่ายิ่งไปกว่าเอกราชและอิสรภาพ”

ชาติเวียดนามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ขณะที่บางคนบอกว่า เวียดนามได้เปลี่ยนตำนานให้เป็นประวัติศาสตร์

นักวิจัยประวัติศาสตร์ทหารตะวันตก กล่าวยกย่อง พล.อ. หวอเงวียนย๊าป ให้เป็น “นายพลห้าดาว” เพราะในช่วง 30 ปีของการเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพประชาชนเวียดนาม นักการทหารผู้นี้มีชัยเหนือผู้บัญชาการทหารฝรั่งเศส 7 นาย และผู้บัญชาการทหารสหรัฐอีก 4 นาย

สำหรับคำชมนี้ พล.อ. ย๊าป เพียงแต่ยิ้มและบอกว่า เพียงแต่ได้ทำหน้าที่ให้สำเร็จเท่านั้น




พิมพ์จาก http://www.google.co.uk/search?q=%E0%B8%A5...=&start=50&sa=N
เวลา 16 มกราคม 2549 21:30 น.
ผู้จัดการออนไลน์ - Manager Online (http://www.manager.co.th)


Forumer™ is Voted #1 Free Forum Hosting provider
Build your own community today with the largest message board hosting company.